ชา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Camellia sinensis (L) Okuntze.

ชื่อสามัญ : Tea

S-Matrix-Tea

แหล่งปลูกที่เหมาะสม

บริเวณเส้นรุ้งที่ 29 องศาเหนือกับเส้นแวง 98 องศาตะวันออก เจริญเติบโตได้ไม่ว่าอากาศร้อนหือหนาว ไม่สามารถขึ้นได้ในพื้นที่ที่มีน้ำแข็ง

ดิน

เจริญได้ดีในดินร่วนระบายน้ำดี มีอินทรีย์วัตถุสูง มีธาตุ ไนโตรเจนมาก เป็นกรดเล็กน้อย (pH 4.5-6) ความลาดชันไม่เกิน 45 องศา

ความชื้นและปริมาณน้ำฝน

ฝนกระจายตัวสม่ำเสมอ ปริมาณน้ำฝน 1,140-1,270 มม./ปี การขาดน้ำ ชาจะชะงักการเจริญเติบโต ไม่แตกยอด แหล่งปลูกควร มีน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ

อุณหภูมิ

เจริญได้ดีในอุณหภูมิ 25-30 องศา อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ตลอดปี ทำให้ชาสร้างยอดได้ตลอดปี

ความสูงพิ้นที่

พื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร มีอากาศหนาว จะให้ผลผลิตต่ำแต่มีคุณภาพสูง คือ กลิ่นและรสชาติดี แต่ต้องพิจารณาส่วนอื่นๆ เช่น ดิน และแหล่งน้ำสะอาด

พื้นที่ราบ ควรเลือกพันธุ์ปลูกที่เหมาะสมมีอากาศเย็นตลอดปี อุณภูมิระหว่าง กลางวันและกลางคืน ไม่ต่างกันมากนัก ความสูงจากระดับน้ำทะเล 400 เมตรขึ้นไป มีแหล่งน้ำสะอาดเพียงพอ อยู่ใกล้โรงงานแปลรูปชา สามารถผลิตชาที่มีคุณภาพดีได้ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี โดยเลือกพื้นที่ที่อยู่ในหุบเขา

การปลูก

การเลือกพื้นที่

ส่วนใหญ่พื้นที่ปลูกชาในไทยเป็นแหล่งปลูกตามหุบเขาทางภาคเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร การเลือกพื้นที่จึงต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์สภาพ ป่าและสภาพแวดล้อมด้วย พื้นที่ที่เหมาะสำหรับการปลูกชาควรเป็นแหล่งที่มีความชื้นในอากาศสูง มีอุณหภูมิต่ำ ควรมีปริมาณน้ำฝนไม่น้อนกว่า 1,800 มม./ปี และกระจายอย่างสม่ำเสมอ พื้นที่ควรมีความลาดเอียงน้อนกว่า 45 องศา ดินควรเป็นดินร่วนมีปริมาณอินทรีย์วัตถุสูง ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ประมาณ 4-6 เนื่องจากชามีต้นกำเนิดจากทางตอนบนของ ภาคเหนือมีการปรับตัวให้สามารถเข้ากับพื้นที่มาเป็นเวลานาน ดังนั้น ชาจึงเจริญเติบโตให้ผลผลิต ได้ทางตอนบนของประเทศ เป็นพื้นที่ที่เกิดจากการสะลายตัวของภูเขาหินปูนเป็นส่วนใหญ่ ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) จึงอยู่ในช่วงที่เหมาะสม แต่ปริมาณน้ำฝนทางภาคเหนือ มีปริมาณน้อยและมีช่วงแล้งนานติดต่อกันหลายเดือน จึงทำให้ผลผลิตชาต่ำ การเลือกพื้นที่ที่ปลูกชา จึงควรคำนึงถึงระบบชลประทานในช่วงฤดูแล้งด้วย

การเตรียมพื้นที่

เป็นการปรับแต่งพื้นที่ให้เหมาะสมในการปลูกสร้างสวนชาต้องคำนึงถึงสภาพความต้องการของพืชและความสะดวกในการ จัดการ ดูแลรักษาสวนชาด้วย ในที่นี้แยกออกเป็น 2 กรณี คือ การเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกสร้างสวนชาใหม่ และ การเตรียมพื้นที่ในการปรับปรุงสวนชาเก่า

1. การเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกสร้างสวนชาใหม่ เมื่อสามารถเลือกพื้นที่ได้แล้ว ต้องเตรียมพื้นที่โดยการแผ้วถางวัชพืช และไม้ยืนต้นที่มีขนาดเล็กออก ส่วน ไม่ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีระบบ รากลึกและแข็งแรงควรเก็บเอาไว้เป็นร่มเงาให้ต้นชาช่วงฤดูร้อน และระบบรากจะช่วยป้องกันการพังทะลายของดินในช่วงที่ระบบของชา ยังไม่แข็งแรง

ในการเตรียมพื้นที่ใหม่ ควรทำขั้นบันได ซึ่งอาจทำขึ้นก่อนการกำหนด หลุมปลูก หรือทำขึ้นหลังจากปลูกชาแล้วก็ได้ ก่อนทำขั้นบันไดต้องกำหนด แนวระดับในแนวขวางความลาดชันของพื้นที่ เมื่อได้แนวระดับแล้ว จึงขุดเป็นขั้นบันได (ควรกวางอย่างน้อย 180 เซนติเมตร ระยะระหว่าง ขั้นบันไดขึ้นอยู่กับความลาดชันของพื้นที่) ถ้าหากต้องการทำขั้นบันไดหลังจากปลูกชาแล้ว ทำได้โดย เมื่อเตรียมพื้นที่เส็จและกำหนดหลุมลูกแล้ว ต้องขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 2 เท่าของปกติ และเมื่อปลูกระดับคอดินของต้นกล้า คือ ระดับของผิวขั้นบันไดที่จะทำภายหลัง ความลาดชันภายในขั้นบันได แต่ละขั้นไม่ควรมากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ (เพราะจะทำให้น้ำไหลแรงเกินไป อาจทำให้ขั้นบันไดพังได้ง่าย)

2. การเตรียมพื้นที่ในการปรับปรุงสวนชาเก่า ส่วนใหญ่มักเป็น การปลูกแซม ซึ่งการปลูกแซมควรพิจารณาด้วยว่า ชาที่มีอยู่เดิมเหมาะสม ที่จะเก็บไว้หรือไม่ เพราะบางครั้งอาจเป็นแหล่งสะสมโรค การปลูกชาใหม่แซมในสวนชาเก่า หลุมปลูกควรขุดให้กว้าง เพื่อป้องกันการแย่งอาหาร ขณะที่ชาปลูกใหม่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ และควรปลูกแซมให้เป็นแถว เพื่อให้สามารถจัดการในสวนชาได้ง่าย

การเก็บเกี่ยว

การเก็บยอดชาโดยทั่วไปมีอยู่ 3 วิธีการ คือ

การเก็บยอดชาโดยใช้มือเด็ด

วิธีการนี้นิยมใช้ในสวนชาขนาดเล็ก หรือสวนชาที่ปลูกตามไหล่เขา ซึ่งไม่สะดวกต่อการใช้เครื่องจักร หรือสวนชาที่ต้องการผลิตชาที่มีคุณภาพสูงและมีราคาแพง การเก็บยอดชาวิธีนี้ทำให้สามารถเลือกขนาดของยอดชาได้ แต่เป็นวิธีการที่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานสูง นอกจากนี้ หากแรงงานที่จ้างมีคุณภาพต่ำไปด้วย ถ้าหากเป็นแรงงานที่มีความรู้ความสามารถ อัตราค่าจ้างจะสูง ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้สูงตามไปด้วย นอกจากนี้การเก็บยอดชาด้วยมือ ทำให้ความสูงของทรงพุ่มชาหลังการเก็บยอดไม่สม่ำเสมอ ยากแก่การเก็บยอดในครั้งต่อไป แต่อย่างไรก็ดี การเก็บยอดชาวิธีนี้สามารถเลือกชาที่มีคุณภาพดีไปทำการผลิตชาคุณภาพที่ดีได้ ำหรับแรงงานที่มีคุณภาพสามารถเก็บได้ประมาณ 10-15 กก./วัน

การเก็บยอดชาโดยการใช้กรรไกรตัด

วิธีนี้นิยมใช้ในสวนชาขนาดเล็ก หรือสวนชาที่ปลูดตามไหล่เขา ซึ่งไม่สะดวกต่อการใช้เครื่องจักร การเก็บยอดชาด้วยวิธีนี้สามารถเก็บยอดชาได้มากกว่าการเก็บยอดชาด้วยมือ แต่ไม่สามารถเลือกขนาดของยอดชาได้ สามารถเก็บได้ประมาณ 60-100 กก./วัน

การเก็บยอดชาโดยใช้เครื่องจักร

การเก็บยอดชาโดยใช้เครื่องจักรเหมาะสำหรับสวนชาที่มีขนาดใหญ่ หรือสวนที่ปลูกชาในพื้นที่ที่สามารถใช้เครื่องจักรทุ่นแรงได้ การเก็บยอดชาด้วยเครื่องจักร จะไม่สามารถเลือกขนาดของยอดชาได้ ดังนั้นการเก็บยอดชาด้วยวิธีนี้ จึงต้องกำหนดเวลาในการเก็บด้วยการตัดแต่ง ดังเช่น ในประเทศญี่ปุ่น หลังจากทำการตัดแต่งในช่วงเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน ชาจะพักตัว และเริ่มแตกยอดใหม่ประมาณเดือนมีนาคม ยอดใหม่นี้จะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดี การจัดการสวนชาด้วยวิธีนี้จำเป็นต้องมีช่วงเวลา ในการจักการดูแลรักษาในด้านต่างๆ ที่แน่นอน

อัตราการใช้ (เอส-แมททริกซ์) กับ ต้นชา

1 ฝา = 15 ซี.ซี. (จำนวนครั้งที่ใช้ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของพืช)

s-matrix-organic-fertilizer

 

กรณีแช่เมล็ดพันธุ์หรือฉีดพ่นต้นพันธุ์

เอส-แมททริกซ์ สูตร 1 ใช้ 15 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร (แช่เมล็ดพันธุ์)

ครั้งที่ 1 และ 2 (ทุกๆ 7 วัน)

เอส-แมททริกซ์ สูตร 1 ใช้ 15 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร

ครั้งที่ 3 เป็นต้นไปใช้

เอส-แมททริกซ์ สูตร 1 + เอส-แมททริกซ์ สูตร 2 + เอส-แมททริกซ์ สูตร 3 + เอส-แมททริกซ์ สูตร 4 + เอส-แมททริกซ์ สูตร 5

สูตร 1 ใช้ 15 ซี.ซี. สูตร 2 ใช้ 15 ซี.ซี. สูตร 3 ใช้ 15 ซี.ซี. สูตร 4 ใช้ 15 ซี.ซี. สูตร 5 ใช้ 1 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร

ข้อแนะนำ

– กรณีใช้เอส-แมททริกซ์พร้อมกันหลายสูตร สามารถใช้ในปริมาณสูตรละ 7.5 ซี.ซี.ได้ (ยกเว้นเอส-แมททริกซ์ สูตร 5 ใช้อัตรา 1 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร)

– ห้ามใช้เอส-แมททริกซ์ สูตร 2 และ อส-แมททริกซ์ สูตร 5 กับพืชต้นอ่อน หรือเพิ่งงอก

– กรณีที่พืชโตแล้ว เริ่มต้นการใช้ตามโปรแกรมด้านบน